เลือกขนาดหลักดินและสายดินอย่างไร?

มาตรฐานหลักดินตาม ว.ส.ท. แท่งเหล็กหุ้มด้วยทองแดง (copperbonded ground rod ) หรือแท่งทองแดง (solid copper) หรือแท่งเหล็กอาบสังกะสี (hot-dip galvanized steel) ต้องมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 5/8 นิ้ว (ขนาดโดยประมาณ 0.560 นิ้ว หรือ 14.20 มม. สำหรับแท่งเหล็กหุ้มด้วยทองแดง และ 0.625 นิ้ว หรือ 15.87 มม. สำหรับแท่งเหล็กอาบสังกะสี) ยาวไม่น้อยกว่า 2.4 เมตร

  • เหล็กที่ใช้เป็นแกนให้ทำจาก low carbon steel ที่มี tensile strength ขนาดไม่น้อยกว่า 600 นิวตันต่อ ตร.มม.
  • ทอง แดงที่ใช้หุ้มมีความบริสุทธิ์ 99.9 % และหุ้มอย่างแนบสนิทแบบ molecularly boned กับแกนเหล็ก ความหนาของทองแดงที่หุ้มที่จุดใดๆ ต้องไม้น้อยกว่า 250 ไมโครเมตร(0.25 มม.)
  • ต้องผ่านการทดสอบการยึดแน่นและความคงทนของทองแดงที่หุ้มด้วยวิธี Jacket Adherence test และ Bending Test ตามมาตรฐาน UL-467
  • ในกรณีแท่งเหล็กอาบสังกะสีต้องมีความหนาของสังกะสีไม่น้อยกว่า 80 ไมโครเมตร(0.075 มม.)

เป็น ไงครับอ่านถึงตรงนี้มึนไปเลย หาซื้อยากหน่อยนะ่ครับ สำหรับแท่งกราวด์ตามมาตรฐานข้างต้น จะมีเฉพาะร้านที่ใหญ่ๆ หรือร้านที่ขายของให้การไฟฟ้าครับ

มาตรฐานสายต่อหลักดินตาม ว.ส.ท. สายที่ต่อจากหลักดินมายังจุดต่อหลักดิน (ground bus) หรือต่อจากหลักดิน มายัง ground bus ในตู้ consumer unit โดยตรง
 
มาตรฐานสายดินของบริภัณฑ์ไฟฟ้าตาม ว.ส.ท. สายดินที่เดินไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า(บริภัณฑ์ไฟฟ้า)
 
วิธีการต่อ สายต่อหลักดิน(เข้ากับหลักดิน)ตาม ว.ส.ท. ต้องใช้วิธีเชื่อมด้วยความร้อน (Exothermic Welding) หูสาย หัวต่อแบบบีบอัด ประกับต่อสาย หรือสิ่งอื่นที่ระบุให้ใช้เพื่อการนี้ ห้ามต่อโดยการใช้การบัดกรีเป็นหลัก อุปกรณ์ที่ใช้ต่อต้องเหมาะสมกับวัสดุที่ใช้ทำหลักดิน และสายต่อหลักดิน ห้ามต่อสายต่อหลักดินมากกว่า 1 เส้นเข้ากับหลักดิน นอกจากอุปกรณ์ที่ใช้ในการต่อเป็นชนิดที่ออกแบบมาให้ต่อสายมากกว่า 1 เส้น

*** ผมแนะนำให้ใช้ แท่งเหล็กหุ้มด้วยทองแดง( copper-clad steel) ใช้เป็นหลักดินครับและใช้การต่อ สายต่อหลักดิน(เข้ากับหลักดิน)ด้วยวิธีเชื่อมด้วยความร้อน (Exothermic Welding)ครับ จะได้ไม่ต้องกังวล ว่าสายขันแน่นหรือเปล่า ตัวอย่างวิธีเชื่อมดังนี้ครับ

ว.ส.ท. คือใคร? ในปี 2486 คุณพระประกอบ ยันตรกิจ ซึ่งเป็นเลขาธิการสมาคมนายช่างฯ ได้พบว่า สมาชิกส่วนใหญ่ที่เป็นนักเรียนรถไฟ ที่จบการศึกษาจากต่างประเทศกลับมาเป็นนายช่าง ต่างก็แก่ตัวลงเกษียณราชการไปเป็นส่วนมาก ทำให้สมาชิกลดลง ขณะที่สมาคมวิศวกรรมฯ ซึ่งประกอบด้วยนายช่าง ที่จบทั้งจากในประเทศและต่างประเทศมีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้น จึงเกิดความคิดว่า ควรรวมสองสมาคมเป็นสมาคมเดียวกัน โดยรัฐบาลในสมัยนั้นเองก็มีความประสงค์ที่จะส่งเสริมอาชีพวิศวกรรม ให้เจริญ เป็นปึกแผ่น และจะออกพระราชบัญญัติวิศวกรรม เพื่อให้มีการควบคุมการประกอบวิชาชีพกันเองใน หมู่วิศวกร จึงได้มีการหารือกับกรรมการสมาคมวิศวกรรมฯ ซึ่งบางท่านเป็นกรรมการอยูในทั้งสองสมาคม ได้ข้อตกลงที่ให้ต่างฝ่ายต่างเลิก สมาคมของตน และมารวมกันตั้งเป็นสมาคมใหม่คือสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ได้ก่อตั้งแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2486 และเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2493 ได้โปรดเกล้าฯ ให้รับวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์นับแต่นั้นเป็นต้นมา

กรรมการอำนวยการชุดแรกนั้น ท่านพลอากาศตรี มุนี มหาสันทนะ เวชยันต์รังสฤษดิ์ ได้รับเป็นประธานกรรมการท่านแรกของ วสท. มีสมาชิกผู้ก่อตั้งรวมทั้งหมด 27 คน โดยงานแรกที่ วสท. ได้รับมอบหมายให้จัดทำคือ ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพวิศวกรรม ก่อนที่จะได้ก่อรูปองค์กรมาเป็นวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยฯ( ที่มา http://www.eit.or.th )